สุขภาพช่องปากวัย 50+ นั้นสำคัญไม่แพ้การดูแลสุขภาพด้านอื่น ๆ มาถึงช่วงวัยนี้ หลายคนอาจมีอาการปวดฟัน เสียวฟัน ฟันโยกน่ารำคาญ และอีกสารพันปัญหาของฟัน ซึ่งสมควรต้องได้รับการรักษา แต่สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ ที่เพิ่งเป็นมาไม่นาน กินยามายังไม่นาน การดูแลเรื่องฟันกับสมองต้องดูแลไปด้วยกัน
ประเด็นทางทันตกรรมที่หลายคนกังวลคงเป็นเรื่องของภาวะเลือดออกไม่หยุดจากการทำหัตถการของฟัน ในขณะที่หลายคนจำเป็นต้องได้รับยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือด ในการป้องกันการกลับไปเป็นซ้ำของโรคหลอดเลือดสมอง² ซึ่งคำถามยอดฮิตสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกับการทำฟัน ได้แก่
ต้องหยุดยาหรือไม่? หยุดนานเท่าไร? ถ้าไม่หยุดยาจะมีเลือดออกมากไหม? กินยาละลายลิ่มเลือด ทำฟันได้ไหม? มาหาคำตอบไปพร้อมกัน
รู้จักยาสำคัญ ป้องกันความเข้าใจผิดเรื่องยาละลายลิ่มเลือด
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอาจคุ้นเคยกันดีกับยา Antiplatelet Drugs และ Anticoagulant Drugs ยาทั้งคู่ มักถูกเรียกรวม ๆ ว่า ‘ยาละลายลิ่มเลือด’ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยาทั้งคู่ไม่มีสรรพคุณในการละลายลิ่มเลือดแต่อย่างใด แต่สามารถป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอันไม่พึงประสงค์ได้
ซึ่งหมอจะจ่ายยากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือนาน ๆ ครั้ง โดยอาจให้ทั้ง 2 กลุ่มพร้อมกัน โดยพิจารณาจากโรคหรือภาวะของคนไข้แต่ละราย เช่น คนที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจ มักจะได้ยาต้านเกล็ดเลือด คนไข้ที่หัวใจห้องบนเต้นผิดปกติ หรือ คนไข้ที่ใส่ลิ้นหัวใจเทียม จะได้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
เมื่อได้รับยา 2 กลุ่มนี้ ควรรู้ชื่อหรือชนิดของยา แนะนำให้ถ่ายรูปเก็บไว้ในโทรศัพท์มือถือ เพราะชื่อยาค่อนข้างยาวและจำยาก รวมไปถึงควรจะรู้จักโรคหรือภาวะที่ทำให้ต้องใช้ยา เพราะงานทันตกรรมบางอย่าง เช่น รักษารากฟันหรืออุดฟัน ที่ไม่ทำให้เกิดเลือดออก โดยหลักการแล้วคนไข้ก็สามารถรับการรักษาได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไป แต่บางงานทันตกรรมที่จะมีแผล หรือ มีเลือดออก เช่น ถอนฟัน ผ่าฟันคุด ฝังรากเทียม ก็อาจทำให้เกิดความกังวลได้ว่าจะมีเลือดออกมากผิดปกติหรือไม่ หากคนไข้ยังได้รับยาทั้ง 2 กลุ่มอยู่
การทำฟันส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการขูดหินปูน การตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจ หรือถอนฟัน (ไม่เกิน 3 ซี่) จากการศึกษาวิจัยพบว่า ถึงแม้ไม่หยุดยา ความเสี่ยงของการมีเลือดออกผิดปกติก็ไม่แตกต่างจากคนทั่วไป นั่นหมายความว่า คนไข้ไม่ต้องกังวลเรื่องเลือดออกจนหยุดยาเอง และทันตแพทย์ก็ไม่ต้องให้ผู้ป่วยหยุดยาก่อนแล้วค่อยนัดมาถอนฟันใหม่ แต่ก็ต้องทำด้วยความระมัดระวัง พิจารณาเทคนิค หรือใส่สารห้ามเลือดตามความเหมาะสม
แต่สำหรับบางงานที่มีความเสี่ยงของการเกิดเลือดออกได้ค่อนข้างสูง เช่น ถอนฟันมากกว่า 3 ซี่ การฝังรากเทียมที่ต้องมีการปลูกกระดูกร่วมด้วยเป็นปริมาณมาก การตัดเหงือก หรือกระดูกเป็นบริเวณกว้าง ฯลฯ ทันตแพทย์จะพิจารณา ปรับแนวทางการรักษา เช่น ทยอยทำทีละน้อย เตรียมวัสดุอุปกรณ์เพื่อห้ามเลือดไว้เป็นพิเศษ เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง สามารถทำฟันได้โดยไม่ต้องหยุดยา เพราะฉะนั้นอย่ารีบหยุดยาเอง เพราะอาจเพิ่มโอกาสในการเกิดลิ่มเลือดอันไม่พึงประสงค์ได้
แต่ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ คือต้องรู้ชื่อยาที่ตนเองใช้ รวมไปถึงชื่อโรคหรือภาวะที่ทำให้ต้องใช้ยา เพื่อที่จะเป็นข้อมูลประกอบการวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม แล้วสุขภาพช่องปากที่ดีจะทำให้วัย 50+ มั่นใจได้แบบเกินร้อย
กรุณาปรึกษาบุลคลากรทางการแพทย์เพื่อขอรับคำแนะนำเพิ่มเติม
เรียบเรียงโดย : จีเอสเค
เอกสารอ้างอิง: 1. ศูนย์ทันตกรรมบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล เดนทัล เซ็นเตอร์. (2568, มีนาคม, 7). ยาต้านเกล็ดเลือดและยาต้านการแข็งตัวของเลือด กับการทำฟัน. สืบค้นเมื่อวันที่ กันยายน 9, 2568, จาก https://thailanddentalclinic.com/antiplatelet-drugs-anticoagulant-and-dental-treatment/ 2. RAMA Channel. (2018, May 25). ยาแอสไพริน ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง. สืบค้นเมื่อวันที่ กันยายน 9, 2568, จาก https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/ยาแอสไพริน-ช่วยป้องกันโ/
Non-Promotional Material NP-TH-NA-WCNT-250018 | Sep 2025




